อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.)
Username:
Password:
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ
**กรมอาเซียน**
**ไทย-AEC**

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว

หมวด การเกษตร โดย อบต.ม่วงสามสิบ

             เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงศัตรูข้าวประเภทปากดูด  อยู่ในอันดับโฮม็อพเทอร่า  แมลงที่อยู่ในอันดับนี้ ได้แก่ แมลงประเภทเพลี้ยต่างๆเช่น เพลี้ยกระโดด  เพลี้ยจักจั่น  แมลงหวีขาว  เพลี้ยแป้ง เป็นต้น    เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาหารเพียงชนิด เดียวคือข้าวเท่านั้น ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำ  ท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือน้ำ ต ้นข้าวจะแสดงอาการ  ใบเหลืองเหี่ยวแห้งตายเป็นหย่อมๆ  เรียกว่า อาการฮ็อพเพอร์เบิร์น     นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นแมลงพาหะน้ำเชื้อโรคไวรัส    ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคใบหงิก หรือโรคจู๋

          นายสุเทพ  สหายา   นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ  กลุ่มกีฏและสัตววิทยา   สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช  กรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดรุนแรงหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม  อินเดีย ฟิลิปปินส์  กัมพูชา  ลาว มาเลเซีย และไทย สำหรับประเทศไทยนั้น  กรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานเมื่อวันที่  24  ธันวาคม 2552  ว่ามีการระบาดมากกว่า 13 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายมากกว่า  2ล้านไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช  ทำการทดสอบหาสารที่มีประสิทธิภาพ
ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล “กลุ่มกีฏและสัตววิทยาได้นำสารที่เคยแนะนำในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาลในนาข้าวซึ่งเกิดอย่างรุนแรงเมื่อประมาณเกือบสิบปีมาแล้ว   นำมาทดสอบทั้งรูปแบบสารเดี่ยวที่เพิ่มอัตราการใช้แล้ว กับการผสมสาร 2 ชนิด ที่มีกลไกการออกฤทธิ์แตกต่างกันและผสมสารฆ่าแมลงกับสารเสริมประสิทธิภาพมาทำการทดสอบในสภาพรุนแรงเช่นปัจจุบัน”

          การระบาดรุนแรงใน ปัจจุบัน  เรียกว่า เป็นการระบาดมากกว่าระดับเศรษฐกิจ (Economic threshold) โดยทดสอบในแปลงข้าวที่มีการระบาดอยู่ในระดับ 100-200 ตัวต่อกอ ผลพบว่าทุกวิธีการไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่ระบาดในปัจจุบัน  ดังนั้น วิธีที่จะลดความรุนแรงของการระบาดที่เหมาะสมที่สุดในระยะวิกฤตนี้  คือ การเว้นการปลูกข้าวในช่วงนี้เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาลและการปลูกข้าวในฤดูกาลถัดไป เกษตรกรต้องดูแลเอาใจใส่แปลงให้เข้มข้นมากกว่าปกติ

          สาเหตุการระบาด  มีหลายปัจจัยด้วยกัน คือ

          1.  มีการปลูกข้าวตลอดทั้งปีโดยไม่พักดิน  ปัจจุบันในเขตชลประทานมีการทำนา  6-7 ครั้ง/2 ปี  ซึ่งข้าวมีอายุประมาณ  110-120 วัน ทำให้ไม่มีการพักดิน  ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีแหล่งพืชอาหารตลอดปี  ทำให้เพลี้ยมีวงจรชีวิตต่อเนื่องหลายชั่วอายุในช่วงเวลาเดียวกัน     ส่งผลให้ลูกหลานของเพลี้ยพัฒนาความต้นทานต่อสารฆ่าแมลง  ทำให้การพ่นสารไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร

          2.  การปลูกข้าวพันธุ์ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เพลี้ยระบาด  ดังนั้นชาวนาต้องเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อการทำลายของโรคและแมลง  ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาของศัตรูข้าวตั้งแต่ต้น แต่ปัญหาก็คือ ชาวนาชอบปลูกพันธุ์ข้าวที่พ่อค้าให้ราคาดี  ซึ่งไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล   นอกจากนี้การใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ใช่พันธุ์ที่ทางราชการแนะนำ  อาจไม่ใช่พันธุ์บริสุทธิ์อาจมีการปลอมปน    อีกประการหนึ่งก็คือ  การปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลี้ยปรับตัวเข้าทำลายได้

          3.  การใช้สารเคมีบางชนิดอาจทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่ม ขึ้น     เช่น การใช้สารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์หรือกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตบางชนิดป้องกันกำจัดแมลงชนิดอื่น เช่น หนอนกอ อาจทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งอาจมีอยู่เพียงเล็กน้อยเพิ่มการ ระบาดมากขึ้นได้  และอาจมีสาเหตุเกิดจากสารบางชนิดไปทำลายตัวห้ำตัวเบียนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

          สาเหตุการใช้สารป้องกันกำจัดไม่ได้ผล ประกอบด้วยหลายปัจจัยคือ

          1.  การหว่านข้าวที่หนาแน่นเกินไป  ทำให้การพ่นสารไม่ทั่วถึง เนื่องจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะอยู่ที่บริเวณโคนต้น  ถ้าต้นข้าวแน่นเกินไปจะทำให้สารที่พ่นไปไม่ถูกตัวเพลี้ย โดยเฉพาะการใช้เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงลมจะมีปัญหามาก  เนื่องจากส่วนใหญ่สารจะถูกแรงลมตกลงส่วนบนต้นข้าวมากกว่าส่วนล่าง  ดังนั้นชาวนาควรเลือกเครื่องพ่นสารที่สามารถกดหัวฉีดให้ละอองสารลงให้ถูกโคนต้นข้าว

          2.  การใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ   ปัจจุบันสารเคมีแบ่งกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์    ซึ่งจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น     สำหรับสารเคมีที่มีประสิทธิภาพในช่วงการระบาดที่ยังไม่รุนแรง ได้แก่กลุ่มนีโอนิโตนอยด์  เช่น ไดโนทีฟูแรนด์ ไทอะมีโทแซม คลอไทอะนิดิน อิมิดาคลอพริด เป็นต้น  กลุ่มฟินิลไพราโซล เช่น อิทิโพร์ล กลุ่มคาร์บาเมท  เช่น ฟีโนบูคาร์บ ไอโซโพรคาร์บ   คาร์โบซัลแฟน กลุ่มสารยับยั้งการสร้างไคติน หรือยับยั้งการลอกคราบของแมลง เช่น บูโพรเฟซีน (ใช้ได้เฉพาะตัวอ่อน)  กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์  เช่น อีโทเฟนพร็อก (เป็นสารเพียงชนิดเดียวในกลุ่มไพรี-ทรอยด์ที่ยังแนะนำให้ใช้ในนาข้าว)  และสารผสม  2  กลุ่มกลไกการออกฤทธิ์  เช่น บูโพรเฟซิน + ไอโซโพรคาร์บ

          จากข้อมูลหลายๆ  ประเทศ พบว่าการปล่อยให้เพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลระบาดรุนแรงเป็นร้อยตัวต่อกอ  การใช้สารเคมีจะไม่ได้ผล ดังนั้นหลังจากที่มีการงดปลูกข้าวอย่างน้อย  2 เดือนแล้ว การปลูกข้าวในฤดูกาลหน้า  ต้องมีวิธีการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีผสมผสาน ดังนี้

          ขั้นแรก  เลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และไม่ควรปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เพื่อลดโอกาสที่เพลี้ยจะปรับตัวไม่ง่าย

          ขั้นที่สอง  ต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก   ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  แต่ยังไม่ถึง  10 ตัวต่อกอให้ใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มนิโอนิโคตินอยด์ดังกล่าวข้างต้น

          ถ้าเริ่มพบมากกว่า 10 ตัวต่อกอ ให้ใช้สารบูโพรเฟซีน  หรือสารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มคาร์บาเมท ดังกล่าวข้างต้น กรณีที่รุ่นแรงมากขึ้นควรใช้สารบูโพรเฟซีนผสมกับคาบาร์เมทชนิดใดชนิดหนึ่ง  โดยให้ใช้อัตราเดียวกับการพ่นสารเดี่ยว โดยไม่ต้องลดปริมาณเนื่องจากจะทำให้ เพลี้ยรุ่นลูกหลานพัฒนาความต้านทานได้  ข้อสำคัญ คือ ไม่ควรปล่อยให้การระบาดรุนแรง  เพราะการป้องกันกำจัดจะไม่ได้ผลเนื่องจากการระบาดรุนแรงจะทำให้มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทุกระยะในแปลงนาช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ระยะไข่ ระยะตัวอ่อนทุกวัย รวมทั้งระยะตัวเต็มวัย  ทำให้การใช้สารควบคุมได้เพียงระยะสั้นๆ   หลังจากพ่นสาร 3 หรือ 5 วัน  ก็จะพบตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกมาอีกทำให้ต้องพ่นสารบ่อยครั้ง     ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว  ยังเปิดโอกาสให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความต้านทานต่อสารเคมี  ดังเช่นที่พบในปัจจุบัน

          สำหรับระยะยาวชาวนาควรใช้ระบบ การปลูกพืชเข้าช่วยด้วย โดยปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี ช่วงเวลาที่เหลืออาจเว้นการปลูกเพื่อพักดินหรือปลูกพืชตระกูลอื่นสลับ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน หรือพืชปรับปรุงดิน เช่น ถั่วพร้าหรือปอเทือง เป็นต้น “แม้ว่าการปลูกพืชอื่นอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการทำนา  แต่เป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  รวมทั้งศัตรูข้าวชนิดอื่น ๆ   เช่นโรค แมลงชนิดอื่น หรือข้าววัชพืชเป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ในฤดูถัดไป  อาจลดต้นทุนในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าว และลดต้นทุนค่าปุ๋ยไนโตรเจนได้  ในกรณีการปลูกพืชตระกูลถั่วสลับ ทำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของการปลูกพืชสลับจะใกล้เคียงกับการทำนาอย่างเดียว   นอกจากนี้ยังเป็นการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืนอีกด้วย”

          ในขณะที่ข้าวราคาตกต่ำ  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกำลังระบาดอย่างไม่หยุดยั้ง    เกษตรกรจะฉุกคิดและหันมาใช้วิธีการทำนาแบบสลับกับพืชอื่นที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการทำนาในช่วงระยะหนึ่ง  ลงทุนน้อยได้ผลตอบแทนน้อย  ก็คงจะดีกว่าลงทุนมากแต่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าลองหันมาใช้วิธีการปลูกพืชสลับนาตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำดูบ้างเป็นไร

 

 

 

                                                                                                                                           Credit    http://www.doa.go.th

เมื่อ 2010-06-21 11:34:36
แก้ไขล่าสุด 2016-05-18 12:06:50
อ่าน 391 ครั้ง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง





สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น     สหกรณ์ออมทรัพย์   กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครอง   สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง   สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ   ราคากลางสินค้า กรมการค้าภายใน สำนักงบประมาณ
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร   โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน(SML) ตามแนวปรัชญาเศรษกิจพอเพียง(สพศ.)   ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ   การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
องค์การบริหารส่วนตำบลม่วงสามสิบ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี